Photo Essays | Economy | Southeast Asia

รูเล็ตขั้นต่ำvkเว็บคาสิโน888king: Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

มาเก๊าคะแนนการแข่งขันฟุตบอล, แม้เศรษฐกิจไทยจะถูกปัจจัยลบและปัจจัยเสี่ยงดึงรั้งไว้อยู่บ้าง แต่คาดว่าการลงทุนภาครัฐจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 59 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนให้ฟื้นตัวตาม รวมถึงการเพิ่มบทบาทภาคเอกชน ผ่านการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างลาว พม่า และกัมพูชา ซึ่งยังมีความต้องการสินค้าค่อนข้างมาก ทำให้สามารถช่วยชดเชยภาคการส่งออกของไทยที่ยังน่าเป็นห่วงจากผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้บ้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทย คือ จีน ที่ยังจะเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกของไทยไปจนถึงปีหน้า แต่การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯและตลาด CLMV ยังเป็นบวกได้ นายอมรเทพ ระบุ4.Confidence หรือความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจ แม้ว่าความเชื่อมั่นจะกลับมา เศรษฐกิจเริ่มฟื้นจากการลงทุนภาครัฐ แต่ความเชื่อมั่นจะเป็นความเสี่ยงเมื่อความเชื่อมั่นอยู่ในระดับต่ำ กระทบกับการบริโภคและการลงทุนเอกชนนอกจากนี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอให้ที่ประชุมครม.พิจารณาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ(National e-Payment Master Plan) ด้วยการวางระบบชำระเงินในประเทศให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้นำบัตรประชาชน บัตรเครดิต บัตรเดบิต การเติมเงินในระบบมือถือใช้ในการชำระสินค้า เพื่อลดการใช้เงินสดเหมือนกับต่างประเทศ และจากนี้ไปเมื่อธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์กว่า 2 ล้านร้านค้าต้องมีเครื่องรับชำระเงิน ส่วนนายณัฐชาต คาดว่าดัชนีฯคงจะแกว่งไซต์เวย์ โดยอาจจะชะลอตัวลงได้บ้าง แต่ upside มีไม่มาก ซึ่งหุ้นในกลุ่มสื่อสาร และกลุ่มพลังงานคงจะยังกดดันอยู่ พร้อมให้แนวรับ 1,250 จุด ส่วนแนวต้าน 1,275 จุด AMARIN ใส่เงินเพิ่มทุนราว 700 ลบ. ในบริษัทย่อย อมรินทร์ เทเลวิชั่น SET : ถอยได้ แต่อย่าให้ลึกเกินสำหรับปี 59 คาดว่าจะได้เซ็นสัญญางานใหม่มูลค่าราว 7 พันล้านบาท เมื่อรวมกับรายได้ปี 59 ของ Backlog ที่คาดว่าจะอยู่ราว 5.55 พันล้านบาทแล้ว คาดว่ารายได้ปี 59 ของ SAMTEL อยู่ที่ 7.44 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อนและมีกำไรสุทธิ 742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อน ทั้งนี้เมื่อประเมินโดยอิง PE เฉลี่ยย้อนหลัง 2 ปี ที่ 17 เท่า ได้ราคาเหมาะสมอย่างระมัดระวังที่ 20.40 บาท มี upside จากราคาปัจจุบันถึง 35% แนะนำ ซื้อมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด (Total Market Turnover) 61,465.16 ล้านบาทผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE ณ เวลา 15.18 น.อยู่ที่ 3.66 บาท ลบ 0.08 บาท หรือ 2.14% สูงสุด 3.80 บาท ต่ำสุด 3.64 บาท มูลค่าการซื้อขาย 12.72 ล้านบาท โดยราคาหุ้นปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่เข้าเทรดในตลาด BTS ตั้งบริษัทย่อย 2 แห่ง รุกธุรกิจพัฒนาอสังหาฯทั้งนี้ SCB EIC คาดว่าในปี 59 ธุรกิจโทรคมนาคมจะมีการแข่งขันอย่างรุนแรงเพื่อช่วงชิงฐานลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากที่สุด โดยผู้เล่นรายใหม่อาจร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการต่างชาติและใช้กลยุทธ์ทั้งด้านการตลาดและราคาเพื่อสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ส่วนผู้เล่นรายเดิมอาจชูประสิทธิภาพในการให้บริการที่เหนือกว่าเนื่องจากมีแบนด์วิธมากกว่า ประกอบกับนำเสนอแพ็คเกจราคาที่ถูกลงเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมของตนโดยบริษัทแจ้งให้พนักงานทราบถึงผลของการประมูลที่บริษัทไม่ได้เป็นผู้ชนะการประมูลใบอนุญาตดังกล่าว แต่ก็จะไม่มีผลกระทบใดๆ กับความสามารถในการแข่งขันส่วนบล.เคจีไอ ระบุ ถึงแม้การที่ ADVANC พลาดใบอนุญาตคลื่น 900MHz รอบนี้จะทำให้บริษัทมีคลื่นไม่พอที่จะครอบคลุมพื้นที่ให้บริการในชนบทบางจุด ยังคงมองว่าบริษัทเป็นหุ้นที่ชอบที่สุดในแง่ของความสามารถในการทำกำไรและส่วนแบ่งตลาด จากการดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งและการประหยัดต่อขนาดจากการที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดบวกกับโครงข่าย 2100MHz ที่ครอบคลุมกว้างขวาง แม้สภาวะที่เป็นลบจะกดดันกลุ่มสื่อสารในระยะสั้น แต่ยังคงเลือก ADVANC เป็นหุ้นเด่นและในระยะต่อไปน่าจะกลายเป็นการลงทุนที่เป็นบวกเพียงตัวเดียวในกลุ่ม เมื่อบริษัทอธิบายแผนสำรองออกมาหากให้ net margin ซัก 10% ก็จะมีกำไรราว 750 บาท จะมี EPS ยืนพื้น 0.17 บาท ถ้าให้ PE 10 เท่าราคา SIM ก็อย่างน้อย 1.70 บาทเป็นฐานในปี 59 เลยอ่ะ มิน่าละราคาหุ้นเช้านี้สู้สุดฤทธิ์ อย่างนี้จะลิ่งมะละ SET พรุ่งนี้ไซต์เวย์ คาดกลุ่มสื่อสาร-พลังงานกดดันต่อ?ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ออกรายงานเตือนถึงความเสี่ยงช่วงขาลต่างๆ ซึ่งรวมถึงความผันผวนในตลาดเกิดใหม่ ที่รวมถึงจีน หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มปรับนโยบายการเงินให้เข้าสู่ภาวะปกติด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลให้เม็ดเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่วันนี้ KBANK มูลค่าสูงสุด 349.67 ลบ.。

AOT เปิดให้บริการอาคารผู้โดยสารอาคาร 2 ท่าอากาศยานดอนเมือง 24 ธ.ค.58กระทรวงพาณิชย์ จะเสนอให้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบการขยายระยะเวลาโครงการนำร่องระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน โครงการที่ 1ปัจจุบัน ดีแทคยังถือครองคลื่นความถี่เพื่อให้บริการทั้ง 2G 3G และ 4G อยู่มากถึง 35-40% ของภาพรวมคลื่นความถี่ที่นำออกมาให้บริการ และจะยิ่งรุกลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยดีแทคจะยังเร่งขยายโครงข่ายการให้บริการ 4G อยู่คลื่นความถี่ 1800MHz บนแบนด์วิธที่กว้างถึง 15 MHz และ 4G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz ครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และอีกมากกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศสำหรับการส่งออกของไทยในปี 59 จะเติบโต 0% จากปีนี้ติดลบ 5% ซึ่งมองว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะประเทศจีน ที่อยู่ในช่วงของการปรับตัว ซึ่งน่าจะส่งผลเชิงลบต่อการส่งออกของไทยพอสมควร"เกมส์ที่เล่นได้เงินจริง" ,2.มีมติอนุมัติการเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทในการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Mogami โครงการ Hanamaki ที่ประเทศญี่ปุ่น ขนาดกำลังการผลิตรวม 3.86 เมกะวัตต์ เป็นมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,526 ล้านเยน หรือ 453 ล้านบาททางด้านนายพิชญ์ โพธารามิก กรรมการ บริษัท แจส โมบายบรอดแบนด์ เครือบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS แถลงข่าวภายหลังชนะการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ว่า การประมูลได้ใบอนุญาตชุดที่ 1 ถือเป็นก้าวสำคัญของแจสที่จะช่วยเติมเต็มธุรกิจในอนาคต โดยจะเห็นการรวมกันระหว่างอินเทอร์เน็ตบ้าน 3BB และโมบาย บรอดแบนด์ ด้วยฮอตสปอต กว่า 1 แสนจุดทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้การใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น ตั้งเป้าหมายปีแรก คือ ในปี 2559 มีลูกค้าใหม่ 2 ล้านเลขหมาย ขณะที่ยังมีฐานลูกค้าจาก 3BB อยู่แล้ว2 ล้านครัวเรือน และภายใน 3 ปี ตั้งเป้ามีลูกค้าอย่างน้อย 5 ล้านเลขหมาย โดยบริษัทจะเริ่มมีผลกำไรในปีที่ 3 หรือ ปี 2561,โดยคาดว่าจะสรุปแผนได้กลางปี 59 หลังจากปรับโครงสร้างหนี้บริษัท โรงแรมดาราเทวี จำกัด เสร็จสิ้นซึ่งคาดว่าจะเสร็จไตรมาส 1/59 เมื่อผลประกอบการเป็นบวกและในกลุ่มดาราเทวีฯมีธุรกิจเมดิคัลสปาที่ทำกำไรได้ดีมากด้วย ซึ่งทำให้กลุ่มดาราเทวีฯมีมาร์เก็ตแคป 10,000 ล้านบาทSTEC Trading แนวรับ 24.20 แนวต้าน 25.00-25.25 ตัดขาดทุน 24.00สรุปหุ้น10อันดับแรกที่มีผลดันดัชนีเช้านี้ (22ธ.ค.) ,ส่งผลบวกต่อดัชนีมากสุด (+) AOT PTT SCC BDMS TOP KTB SCB PTTEP TU DELTA IVL KBANK TCAP MINT BECโดยบล.กรุงศรี แนะ เก็งกำไรระยะสั้น หุ้น SIM เนื่องจากรับอานิสงค์จากนโยบายแจกมือถือก่อนซิมดับสิ้นเดือนธ.ค นี้ โดยเฉพาะ ADVANC จะต้องแจกมากถึง 10 ล้านเครื่องแนวรับ 18.00-18.40 บาทอย่างไรก็ตาม กลุ่ม Telecom นี้เป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน เป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นธุกิจที่ก่อให้เกิดเงินสดในมือจำนวนมากและรวดเร็ว และระบบ 4G นี้จะยิ่งช่วยต่อยอดธุรกิจออกไปได้เป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังไม่นิ่งและยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญตามมาอีกมาก เราคาดว่าการหาพันธมิตร หรือการจับมือกันเพื่อใช้ใบอนุญาต 4G ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเป็นประเด็นต่อจากนี้ไปผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยพุ่งกว่า 13 จุด โดยดัชนีฯล่าสุดเมื่อเวลา 10.02 น. ดัชนีหุ้นไทย อยู่ที่ 1,277.61 จุด บวก 13.17 จุด หรือ 1.04% สูงสุด 1,278.18 จุด ต่ำสุด 1,273.98 จุด มูลค่าการซื้อขาย 3,777.99 ล้านบาท โดยเป็นการปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ หลังจากที่มีรายงานว่าจีนเตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมในปีหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่หุ้นกลุ่มสื่อสารปรับตัวขึ้นในวันนี้หลังจากวานนี้ร่วงหนักSAWAD Support 47 Resistance 48.50 / 49.75 Cut loss 46.50 แนวรับ : 220 บาท // แนวต้าน : 230 บาทบล.กสิกรไทย ระบุในนบทวิเคราะห์แนะนำหุ้น AOT ราคาเหมาะสมทางพื้นฐาน 400 บาท เนื่องจากเข้าสู่ช่วง High season ของการท่องเที่ยว โดยปรับกำไรสุทธิ AOT ขึ้น 5-7% ปี FY16-18 เนื่องจากรายได้สัมปทานค้าปลีกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลัง เปิดอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ที่ดอนเมืองในวันที่ 24 ธ.ค.2558 และ เปิดอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ที่ภูเก็ตในเดือน ก.พ.2559,สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) จะเสนอทิศทางและกรอบยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564)Cut loss : 12.00ขณะที่การลงทุนในเวียดนามนั้น กลุ่มอมตะยังคงมีแผนขยายการลงทุนต่อเนื่องหลังจากได้เข้าไปลงทุนพัฒนาพื้นที่นิคมฯมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว โดยเวียดนามอยู่ในพื้นที่ใกล้กับตลาดทางด้านตะวันออกไกล ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา。

The one-time casino boom town on the Laos-China border is on the rise again, powered by billions in Chinese investment.

Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

The construction of Boten train station 2 kilometers south of Boten, in Laos’s Luang Namtha province, February 2021.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

Trucks transporting raw products from Laos to China approach the border checkpoint in Boten, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

Water wells being drilled in newly-cleared area that will soon be developed in Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

A view of the Chinese developments in Boten, Laos, taken in November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

A miniature replica of the planned Boten development on display at the Jing Land Hotel in Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

An alley in the center of Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

A Lao construction worker walking to a construction site in Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

Lao construction workers walking to a construction site in Boten, Laos, with their Chinese supervisors, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

A border checkpoint between Laos and China in Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

A Lao construction worker in Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

A Chinese hotel dating to the early 2000s in Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

Two Chinese men having a tea break in Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

A gambling room inside a Chinese-owned hotel in Boten, Laos. November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

A Chinese woman from Xishuangbanna in Yunnan province works as receptionist in a Chinese-run hotel in Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

A street in a Lao quarter of Boten that will soon be torn down to make space for new hotels and residential buildings, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

The outside of a nightclub in Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

A Vietnamese migrant worker employed at a karaoke bar in Boten, Laos, November 2020.

Credit: Nicholas Bosoni
Boten: the Renaissance of Laos’s Golden City

The city of Boten lights up every evening from 7pm to 10pm.

Credit: Nicholas Bosoni

A thick morning mist covers the empty buildings as Lao workers lazily walk towards construction sites and Chinese businessmen, waiting for noodle soup, frantically shout into their mobile phone. “In ten years, 300,000 people will live here, they are going to build a hospital and an international school,” says Suk, 35, a Lao restaurant owner who moved to Boten after COVID-19 made him jobless in March 2020. Suk speaks perfect English and used to manage personnel in a hotel in Luang Prabang. He is learning Chinese, his daughter will soon go to school, and his restaurant is packed every evening with Chinese and Lao construction workers. Boten, a rural village counting a few hundred inhabitants less than twenty years ago, is shaping up as China’s gateway to Laos and Southeast Asia.

Located in Luang Namtha province, in the far north of Laos, Boten lies on the border with China and since the 1990s has been an official border crossing between the two countries. Dramatic development began in 2003, when the area was designated a Special Economic Zone (SEZ) and the Lao government signed a 30-year lease on 1,640 hectares of land with a Chinese developer who invested $500 million. To leave space for the SEZ, the whole village of Boten was relocated twenty kilometers away in a settlement area called New Boten. The SEZ, which focused on casinos and hotels, was named Boten Golden City, which ran on Beijing time and sought to attract gamblers from China and Thailand.

In a short time, the city built a bad reputation due to violence, murder and suicide of people unable to pay off their debts to the Chinese casino concessionaires. The Lao government, backed by China, then decided to shut down the main casinos in 2011. The main investors fled, and sent Boten through a few years of economic uncertainty. Only with the rise of the Belt and Road Initiative (BRI), and consequent construction of the Laos-China Railway did money start flowing into Boten once again. The SEZ agreement was revised in 2012: Boten would become the first stop of the planned Laos-China Railway, the country’s first substantial railway line, and an important logistics and economic hub.

Following years of planning and negotiations, the town’s reconstruction begun in 2016. The Haicheng group, a Yunnan-based developer, says it plans to invest $10 billion to transform the former “Golden City” into what it describes as the “Boten Beautiful Land Specific Economic Zone.” The developers estimate that 300,000 people will live in Boten by 2035. The city is meant to be modern, futuristic, and, to avoid the problems of its earlier counterpart, casino-free: high-rise apartments, luxurious hotels, shopping malls are being built in what is going to be the central business district of town. In the periphery, Haicheng Group plans to partly reproduce the peaceful Lao village that Boten was before the SEZ construction, aiming at attracting Chinese tourists interested in experiencing authentic “Lao village life.”

It is past sundown, construction workers swallow cans of Beer Lao at the feet of a thirty-story hotel after their working shift, while Lao and Vietnamese waitresses fix their makeup outside the glittering karaoke bars. In Boten, Suk is the exception; most of the businesses are owned and run by Chinese nationals. The Lao, who are seen to have limited experience in both the industrial and the service sectors, are generally employed in construction sites or as housekeepers. “It is hard to deal with the Chinese,” says Suk, “They are often impolite and they speak out loud.” He adds, “But we have to adapt.”