Features | Diplomacy

daftar sbobet777: The Modern China-Russia-US Triangle

popular car video games,ทั้งนี้ มีมุมมองที่เป็นบวกต่อ DEMCO หลังจากที่สามารถปลดล็อคประเด็นความกังวลเรื่องผู้ถือหุ้นของ WEH ไปได้ด้วยการหาพันธมิตรใหม่คือ (KPN) มาถือหุ้นแทนคุณนพพร คิดว่าเมื่อความกังวลเรื่องนี้หมดไป หุ้น DEMCO ก็น่าจะปรับตัวได้ดีกว่าตลาด และคาดว่าตลาดจะทยอยปรับราคาเป้าหมายขึ้นโดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 68 บาท อ้างอิง EV/EBITDA 6.5 เท่า (-0.5 s.d. จากค่าเฉลี่ย 6 ปีย้อนหลัง) แม้ในช่วงที่ค่าการกลั่นตกต่ำแต่ TOP ยังสามารถมีกำไรที่ดีได้จากการลดต้นทุนน้ำมันดิบและลดเชื้อเพลิงที่สูญเสียไปในระบบ (fuel loss)TKS (BUY:TP11.40) : คาดกำไรช่วง 2H58 สดใส จาก Backlog ที่มีอยู่ 600 ลบ. และ ธุรกิจ Security Packaging ที่ตั้งเป้าปีนี้ไว้ 200 ลบ. อีกทั้งยังมีโอกาสได้งานพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ หนุนช่วง 2 ปีนี้ คาด EPS จะโตเฉลี่ยปีละ 16.7% อีกทั้ง TKS ยังมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง +Upside 28.1% และคาดให้ Div. Yield ปีละ 7.2% จึงคงแนะนำซื้อ SIAM เตรียมเสนอบอร์ดลุยธุรกิจพลังงานเต็มตัวในวันที่ 4 ส.ค.นี้ตลาดสหรัฐและยุโรปยังคงบวก คลายความวิตกในปัญหาหนี้กรีซ ข้อเสนอใหม่ของกรีซเป็นไปตามเงื่อนไขที่เจ้าหนี้วางไว้ถึง 90% แต่สิ่งที่ยังคงไม่ได้ข้อยุติคือการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรีซต้องการเพิ่มน้อยกว่าที่เจ้าหนี้ต้องการให้ ทั้งนี้ยังมีความระมัดระวังการซื้อขาย จับตาดูเฟด จะออกมาส่งสัญญาณเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ หลังจากมีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของสหรัฐหากยืน 1,518 ได้ จะเป็นสัญญาณซื้อ เป้า 1,536 นิกเกอิปิดลบ 96.63 จุด วิตกเจรจากรีซไม่คืบหน้า สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,034.38 ล้านบาท (SET+MAI) ,สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่าสัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 3.7 ดอลลาร์ หรือ 0.31% ปิดวานนี้ (24 มิ.ย.) ที่ระดับ 1,172.90 ดอลลาร์/ออนซ์,สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 11.6 เซนต์ ปิดที่ 15.853 ดอลลาร์/ออนซ์,สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนก.ค. พุ่งขึ้น 6.6 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,074.10 ดอลลาร์/ออนซ์ และสัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 5 เซนต์ ปิดที่ 695.70 ดอลลาร์/ออนซ์ทั้งนี้ นักลงทุนในตลาดต่างก็ยังคงรอดูข้อสรุปในการหารือระหว่างกรีซและกลุ่มเจ้าหนี้เพื่อที่จะหาทางออกในปัญหาหนี้สินของกรีซ หลังจากที่นายเจอโรน ดิจเซลโบลม ประธานกลุ่มรัฐมนตรีคลังยูโรโซน หรือยูโรกรุ๊ป เปิดเผยว่า การประชุมยูโรกรุ๊ปที่จัดขึ้นเมื่อวานนี้ยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับข้อเสนอของกรีซ โดยยูโรกรุ๊ปจะเดินหน้าหารือกันต่อในวันนี้ขณะเดียวกัน กรีซเหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะต้องชำระคืนเงินงวดราว 1.6 พันล้านยูโรแก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในช่วงสิ้นดือนนี้ ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดภาคเช้าที่ 1,724.11 จุด ลดลง 7.57 จุด, -0.44% ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ 27,321.08 จุด ลดลง 83.89 จุด, -0.31%ตลาดสหรัฐและยุโรปยังคงบวก คลายความวิตกในปัญหาหนี้กรีซ ข้อเสนอใหม่ของกรีซเป็นไปตามเงื่อนไขที่เจ้าหนี้วางไว้ถึง 90% แต่สิ่งที่ยังคงไม่ได้ข้อยุติคือการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรีซต้องการเพิ่มน้อยกว่าที่เจ้าหนี้ต้องการให้ ทั้งนี้ยังมีความระมัดระวังการซื้อขาย จับตาดูเฟด จะออกมาส่งสัญญาณเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ หลังจากมีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของสหรัฐนอกจากนี้ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ระหว่างหารือกับม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหาแนวทางเยียวยาต่อไป อาจจะเป็นการจ่ายเงินเพื่อชดเชยให้ชาวนา แต่จะเป็นไร่ละ 1,000 บาท หรือเท่าไหร่ ส่วนตัวคงตอบไม่ได้ แต่ถ้ามีนโยบายก็มีเงินพร้อมดำเนินการ คาดว่ามาตรการช่วยเหลือ จะออกมาในช่วง 1-1.5 เดือนต่อจากนี้ ระหว่างนี้ขอเวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดIRPC (ปิด 4.24 บาท) ราคาเหมาะสมทางพื้นฐาน 5.20 บาท SCB (TP181*) : Support 159.5/157.5 Resistant 165/168 SET ปิดขยับขึ้น AOT ซื้อ-ขายสูงสุด 2.33 พันลบ.กรณีการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงใต้ดินในจังหวัดภูเก็ตนั้น ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าใต้ดินจะสูงกว่าค่าก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแบบเดิมถึง 30-40 เท่า ซึ่ง กฟผ.จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจไม่ทันต่อความจำเป็นในการตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กฟผ. ขอรับข้อเสนอแนะไปศึกษาความเหมาะสมเพิ่มเติมต่อไป สถาบัน Ifo เผยดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจของเยอรมนีร่วงลงอย่างหนักในเดือน มิ.ย.โดยดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจร่วงลงมาแตะที่ 107.4 จากระดับ 108.5 ในเดือน พ.ค. ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากการที่บริษัทต่างๆ มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้ในประเทศกรีซจึงส่งผลให้ความเชื่อมั่นในการดำเนินการทางธุรกิจของบริษัทเหล่านี้ลดลง มีโอกาสแกว่งขึ้นทดสอบ 1,520-1,530 จุด เราคาดสถานการณ์หนี้กรีซที่ดีขึ้น หรือกรณ๊เลวร้ายก็มีความเสี่ยงกระทบต่อตลาดที่จำกัด เมื่อประกอบกับการเข้าสู่ช่วง Window dressing ทำให้ตลาดระยะสั้นยังคงมีจิตวิทยาเชิงบวก โดยเราประเมินตลาดมีโอกาสแกว่งขึ้นทดสอบ 1,520-1,530 จุด โดยตัวเลขเศรษฐกิจและงบธนาคารจะเป็นตัวกำหนดว่าตลาดจะทะลุผ่านระดับดังกล่าว หรือเสียเวลาแกว่งตัว อย่างไรก็๖มเราประเมินความเสี่ยงของแรงฉุดกรณีงบธนาคารแย่จำกัด หลังหุ้นซื้อขายที่ 1.3x PBV เทียบเท่ากอบด้านล่างของการซื้อขายในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (แนวต้าน: 1,520-1,530 // แนวรับ: 1,510 และ 1,500)นายนิตินัย ยังกล่าวว่า บริษัทเตรียมที่จะดำเนินธุรกิจในส่วนธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องธุรกิจการบิน (Non-Aero) เพราะส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ของราชพัสดุ และส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่เวนคืน ซึ่งเข้าไปใช้พื้นที่ไม่ได้ ทั้งนี้ AOT เตรียมจะหารือร่วมกับ 3 หน่วยงาน คือ กรมธนารักษ์ กรมการบินพลเรือน (บพ.) และ กองทัพอากาศ ในการเข้าใช้พื้นที่เหล่านี้ คาดว่าน่าจะมีความชัดเจนเร็วๆนี้ หรือภายในปีนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยดัชนี SET ปิดตลาดรอบเช้า (24 มิ.ย.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 300 ล้านบาท。

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำชับให้ทุกกระทรวงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้เกิดการจ้างงานในระดับรากหญ้า ขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังหามาตรการที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งได้ตรงจุดมากกว่าการจ่ายเงินชดเชยไร่ละ 1 พันบาทเหมือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งประสานให้ธนาคารของรัฐออกมาตรการช่วยเหลือเรื่องการชะลอและพักชำระหนี้ออกไปอีก 6 เดือนตลาดสหรัฐและยุโรปยังคงบวก คลายความวิตกในปัญหาหนี้กรีซ ข้อเสนอใหม่ของกรีซเป็นไปตามเงื่อนไขที่เจ้าหนี้วางไว้ถึง 90% แต่สิ่งที่ยังคงไม่ได้ข้อยุติคือการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรีซต้องการเพิ่มน้อยกว่าที่เจ้าหนี้ต้องการให้ ทั้งนี้ยังมีความระมัดระวังการซื้อขาย จับตาดูเฟด จะออกมาส่งสัญญาณเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ หลังจากมีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของสหรัฐ?ความเห็น : ราคาหุ้นมีโอกาสดีดตัวในระยะสั้น แนะนำซื้อ-ขายที่กรอบแนวต้านและแนวรับ จุด stop loss หากต่ำกว่า 27.00 บาทขณะที่ผลกำไรอาจเติบโตสูงกว่าคาดจากการอำนาจต่อรองราคาที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสื่อโฆษณา รวมถึงผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่สูงขึ้นจากการเพิ่มลูกเล่นให้กับสื่อโฆษณาเดิม(เช่น interactive application และ mobile smallcell site) และการซื้อกิจการ ทั้งนี้ เชื่อว่าปัจจัยหนุนระยะสั้นจะมาจากผลกำไรไตรมาส 2/58 ที่แข็งแกร่ง และการปรับประมาณการผลกำไรปี 2558-2560 เพิ่มของตลาดด้านนักวิเคราะห์มองว่าเวลากำลังจะหมดลงสำหรับการบรรลุข้อตกลงระหว่างกรีซและบรรดาเจ้าหนี้ ขณะที่กรีซมีกำหนดจะต้องชำระคืนเงินงวดราว 1.6 พันล้านยูโรแก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายในสิ้นเดือนนี้ วิตกหนี้กรีซ-จีดีพีสหรัฐหดตัวกดดาวโจนส์ปิดวานนี้ร่วงเกือบ 1%, กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่บางรายเผชิญกับปัญหาศักยภาพลดลงในการรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐ หลังจากธนาคารกลางในกลุ่มประเทศดังกล่าวมีปริมาณทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศลดลงในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงิน โดยทุนสำรองสกุลเงินต่างประเทศในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลง 2.22 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 3% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในรายไตรมาสนับตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2552、ดังนั้นแนะนำ ซื้อเก็งกำไร เป็นรอบ (ลงซื้อ/ขึ้นขาย) ในกรอบ 1,490-1,520 จุด โดยแนะนำลงทุนใน กลุ่มพลังงาน PTT, PTTEP, PTTGC, TOP จากราคาน้ำมันดีดตัวขึ้น กลุ่มเดินเรือ เช่น TTA, PSL เนื่องจากค่าระวางเรือปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 5 เดือน และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น ITD, CK ,STEC, UNIQ, SEAFCO, PYLON จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งนี้ ข้อเสนอเปิดกาสิโนหรือ Entertainment Complex ก็ควรให้สภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.)ไปศึกษา เช่น ตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่มี Entertainment Complex ทำให้มีรายได้ โดยต้องไปศึกษาว่ามีรูปแบบอย่างไร รวมถึงต้องควบคุมปัญหาต่างๆที่จะตามมาอีกด้วย TH คำแนะนำ ซื้อเก็งกำไรส่วนงานทางวิ่ง หรือรันเวย์ที่ 3 วงเงินลงทุน 2 หมื่นล้านบาท โดยเป็นค่าก่อสร้าง 1 หมื่นล้านบาท และค่าชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบอีก 1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ จะมีการพิจารณาการจัดทำรายงานผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(EHIA) ร่วมกับ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.)เป็นครั้งแรก และคาดว่าน่าจะผ่านขั้นตอนนี้ได้ไม่เกินเดือน ค.ค.58 จากนั้นจะเปิดประมูลหาบริษัทผู้รับเหมาเพื่อก่อสร้างต่อไป โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 62 เงินเยนอยู่ที่ระดับ 123.40 เยน/ดอลลาร์ จากตอนเช้าที่อยู่ที่ระดับ 123.80 เยน/ดอลลาร์โดยจำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการจำหน่าย นาย ประสิทธิ์ ศิริมงคลเกษม คงถือหุ้น 2.63% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ทั้งนี้จากโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับก่อนการโอนหุ้นให้บัตรของนายประสิทธิ์มีดังนี้แนวต้าน 99.50-102.00 บาท วิตกหนี้กรีซ-จีดีพีสหรัฐหดตัวกดดาวโจนส์ปิดวานนี้ร่วงเกือบ 1% แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (25 มิ.ย.) หากไม่มีปัจจัยกดดันใหม่ๆ เข้ามาดัชนีอาจจะยังไปได้ต่อ และมีโอกาสที่จะเห็นการทำ Window Dressing ได้อีก นอกจากนี้ยังต้องจับตาสถานการณ์กรีซอีกต่อไปว่าจะบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่ รวมถึงการแก้ปัญหาการให้ธงแดงของ ICAO พร้อมให้แนวรับ 1,500 จุด ส่วนแนวต้าน 1,520 จุดDEMCO ซื้อ ราคาหุ้นมีจังหวะดีดตัวขึ้นต่อหลังพักตัวสร้างฐานไม่หลุดแนวเส้นค่าเฉลี่ยระยะเดือน สามารถทะลุกรอบพักตัวรูปแบบ Bullish Flag ได้อีกครั้ง พร้อมปริมาณการซื้อขายสูงสนับสนุน เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่ 14.20 บาท และแนวต้านถัดไปที่ 14.90 บาทและโครงการดิไอคอนสยามซุปเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ ถนนเจริญนคร 5 เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ของบริษัท ดิไอคอน สยาม ซุปเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยเป็นงานเสาเข็มเจาะ ซึ่งจะเริ่มงานต้นเดือนส.ค.58 สรุปหุ้นโดนขายชอร์ตหนัก ประจำวันที่ 25 มิ.ย.58,ทั้งนี้ ข้อมูลของ ตลท.ระบุว่าในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (55-57) มีการเติบโตของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นถึง 83% หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 28% สัดส่วนจำนวนผู้ลงทุนออนไลน์ต่อจำนวนผู้ลงทุนทั้งหทดปัจจุบันอยู่ที่ 75.1% มีมูลค่าการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตต่อมูลค่าการซื้อขายรายย่อยปัจจุบันอยู่ที่ 65.3% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 59% มองว่าอีก 2 ปีนับตั้งแต่ปี 59 เป็นต้นไปเชือว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 80% ได้บล.เออีซี ระบุในบทวิเคราะห์ (24 มิ.ย.) คาด Turnaround จากขาดทุน 5.23 พันลบ.ในปี 2557 เป็นกำไร 5.34 พันลบ. ในปี 2558 จาก Spread GIM ช่วงครึ่งปีแรก 58 ดีที่สุดในรอบ 5 ปี และคาดมีกำไรจากสต็อกน้ำมันตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ช่วง 4Q58 จะเริ่มเดินเครื่องโครงการสุดท้ายของโปรเจคฟินิค หนุนกำไรปี 59 แนะนำ Trading BUY 。

Why we can’t expect a stable “two vs one” dynamic this time around.

The Modern China-Russia-US Triangle

In this March 18, 2021, file photo Secretary of State Antony Blinken, second from right, joined by national security adviser Jake Sullivan, right, speaks while facing Chinese Communist Party foreign affairs chief Yang Jiechi, second from left, and China’s State Councilor Wang Yi, left, at the opening session of US-China talks at the Captain Cook Hotel in Anchorage, Alaska.

Credit: Frederic J. Brown via AP

Since the beginning of the Cold War, great power interactions among the United States, China, and Russia/the Soviet Union have always played a predominant role in international relations. For the most part, whether during the years of Sino-Soviet alignment or the historic “Nixon to China” moment, this has involved two sides aligning against the other. Warmer relations between China and Russia in response to the current U.S. policy of strategic competition suggest a continuation of this trend. Upon analyzing the modern configuration of this so-called “triangle,” however, this assessment merits further examination.

As the China-U.S. relationship locks itself into a seemingly irreversible trajectory of strategic competition, “Cold War 2.0” has become a rather popular buzzword. It is important to note, however, that while certain characteristics of modern strategic competition do bear some resemblance to those of the Cold War, this era of globalization means that a long-term global showdown between Washington and Beijing is likely to transpire not in a bipolar order, but a multipolar one, in which complex, intertwined interests among nations will factor into almost every aspect of strategic competition.

In this multipolar order, while more evenly distributed with the rise of the European Union, India, and Japan, among others, power remains heavily concentrated in the hands of a so-called “triangle,” of which the United States and China command two sides, with the third occupied by Russia. Although their demographics and economy are by no means trending toward sustained global power status, Russia’s nuclear arsenal and military might, coupled with an assertive foreign policy and global presence, still guarantee their place at the table, or in this case, in the triangle.

China and Russia Aligned

In recent years, as the U.S. has ratcheted up pressure against each of its perceived strategic competitors, China and Russia have been stepping up bilateral cooperation across multiple domains, while closely working together to offset U.S. pressure, counterbalance U.S. influence in multilateral forums, and rebuke the U.S.-led international order. In fact, just last week, Russian President Vladimir Putin, in a phone call with China’s top diplomat Yang Jiechi during his visit to Russia, exclaimed that relations between the two countries were “the best in history.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

This trend has not gone unnoticed among scholars and policymakers, especially in Washington. U.S. officials under both the Trump and Biden administrations have frequently sounded the alarm about closer China-Russia ties. Most recently, the U.S. intelligence community in its “Global Trends 2040” report assessed that China and Russia “are likely to remain aligned” in the future.

But how aligned, exactly?

On the one hand, this China-Russia alignment should not be written off merely as a temporary “marriage of convenience” filled with unresolved distrusts that can easily crumble from within. The comprehensive strategic partnership between China and Russia is based on long-standing framework of cooperation, with a clear strategic objective set out in their 1997 “Joint Declaration on a Multipolar World and the Establishment of a New International Order” and 2001 “Treaty of Good Neighborliness and Friendly Cooperation.” As long as both countries remain at odds with the United States and the West, they will likely maintain enough incentive to overcome issues of the past and jointly push toward a more favorable international order.

On the other hand, this partnership does have its fair share of limitations. Despite sharing a deep disdain for U.S. hegemony and the Western-led international order, China and Russia lack symmetrical interests for natural and sustained cooperation, especially as the disparity between Russia’s low economic complexity and dependence on natural resources relative to China’s diverse and modern economy becomes more evident. A majority of Russia and China’s overlapping economic interests are in energy, due to Russia’s need for a stable market to offset Western sanctions, coupled with China’s growing energy demand and a desire to diversify its energy sources in response to prolonged trade tension with the United States.

It is fair to say, then, that while China and Russia do enjoy an enduring and extensive relationship, the strength of their alignment still hinges quite heavily upon U.S. policies. In fact, the Global Times, a Chinese state-owned newspaper, went as far as to attribute closer China-Russian ties to “the U.S. and its main allies’ suppression of the two countries” in a recent editorial.

But what happens when there is no longer any such “suppression”?

From “Two Against One” to “One Against One Plus One”?

It is important to note that, while both China and Russia have endured their fair share of strains in relations with the U.S., neither has shown the willingness to risk a complete rupture with the world’s only $20 trillion economy. When the time comes, cooperation with the U.S. usually takes precedence. This mindset was clearly in effect around the time the U.S. paved way for China to join the WTO in 2001, or when the Obama-Medvedev administrations pushed toward a “reset” (2009-2011). Back then, China-Russia cooperation seemed to have taken a back seat.

Fast forward to today, and negative domestic sentiment toward China and Russia, as well as perceived threats from both to American supremacy, have firmly locked the U.S. into a path of strategic competition with each of these rivals. That said, being locked in a strategic competition in the context of today’s globalization is fundamentally different from being locked in the zero-sum blocs of the Cold War, where alignment pretty much equated to alliance.

This, along with a lack of resources necessary for full-scale, simultaneous clashes with both China and Russia, explains why the U.S. does not rule out cooperation with its competitors. However, as Beijing currently presents a much more comprehensive and structural challenge to Washington, the Biden administration is prioritizing cooperation with Moscow in areas of mutual interests. Hard-line policies toward Russia remain in place, but they are largely symbolic and designed to appease anti-Russia domestic sentiment. Actual results, such as the extension of the New START, an early phone call between the two presidents, or the recent U.S. decision to waive sanctions for the Nord Stream 2 pipeline, suggest an overarching goal of what U.S. Secretary of State Antony Blinken has described as “a stable and more predictable relationship” with Russia.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Here we’re witnessing an interesting triangular dynamic playing out. While the China-U.S. competition arc is pretty much a lock, both sides are courting Russia. As the United States continues to rally its allies and partners around a rules-based international order that portrays China and Russia as the “bad guys,” China is in a much better position to align with Russia. However, Washington retains its own share of leverage in relations with Russia, most notably a significant influence over allies in Europe – a crucial theater, if not the most crucial theater, of Russian foreign policy.

In other words, the dynamic is not as much “two against one” as it is “one against one (U.S. versus China) plus one (Russia).” Unlike the concrete alliances of the Cold War, modern alignments offer a much greater deal of flexibility, allowing Russia to pick its spots and simultaneously engage with both the U.S. and China, instead of having to stick to one side at a time in the case of China throughout the Cold War.

Looking Ahead: The Constant and the Variable

In the context of sustained globalization coupled with a growing disparity in power between the U.S. and China relative to Russia, this modern configuration of this triangle should persist for years to come. The U.S. and China, superior in total power and locked in a long-term strategic competition, will serve as the “constant.” Russia, meanwhile, will assume the role of the “variable,” seeking not to go toe-to-toe with the other two, but rather to utilize its leverage and manipulate the balance of power to its advantage.

Going forward, while focusing its resources on competing with China, the United States will attempt to stabilize relations with Russia and keep China-Russia engagement at a manageable level, ensuring that the Russian “variable” does not upset the overall balance of power in the triangle, as well as on a global scale. It’s unlikely that there will be a modern “Biden to Moscow” moment anytime soon, but the upcoming Biden-Putin summit in Europe will present an opportunity for Washington to lay out clear terms under which to engage Russia in a way that does not alienate their European allies or suggest any reversal from their overall message.

Similarly, China will continue to prioritize competition with the U.S. while further deepening cooperation with Russia, leveraging a seemingly cordial relationship between their leaders into new alignment of interests bilaterally and coordinated efforts against the U.S. multilaterally, even offering attractive economic incentives to lure Russia closer to their orbit. On the other hand, Beijing will not seek confrontation with Washington, and is likely to pursue cooperation on global issues such as climate change, COVID-19, or nonproliferation.

As for Russia, the key is to maintain its place at the table (or triangle) despite falling behind economically. That means continuing to leverage its “variable” role in triangular interactions, engaging with Beijing and Washington in order to extract concessions from both sides. However, Russia’s innate nationalistic pride, coupled with a severe lack of strategic trust with regard to the other two powers, will continue to limit the scope of future cooperation, especially as it pertains to areas within Russia’s perceived influence such as Central Asia or Eastern Europe.

Global and Regional Implications

Generally speaking, this triangular dynamic of great power competition in the context of globalization presents both opportunities and challenges to the world’s small and middle-sized countries.

If it is properly managed and trends toward a more predictable path with limited confrontation, this triangle should provide a favorable environment for countries outside of it to simultaneously pursue cooperation with each “side” without having to always look over their shoulders in fear of provoking the other(s).

On the other hand, if tension escalates and recent drumbeats regarding a so-called contest of “democracies versus autocracies” continue to take hold, thus breaking the core essence of the triangle and turning competition into an ideological battle, then other countries will be forced into picking sides. Globalization will more than likely prevent this undesirable outcome, but the risks should not be taken lightly.

Among regions, while Europe and the Middle East will continue to be of significant importance to policymakers in China, Russia, and the United States, the Indo-Pacific should emerge as the main theater of great power competition, if it hasn’t already – especially as West-to-East economic and military shifts become more evident.

It is important to point out that the majority of countries in the region have throughout their rich histories become used to being part of armed conflicts between, or in certain cases, against global powers. Though each country has its unique interests, all share a national security priority of maintaining peace. So while big power competition that leads to a more prosperous Indo-Pacific is more than welcome, it should not come at the cost of security and stability.

Therefore, it should be of paramount importance that the triangle operates in sync with regional interests. That means respecting regional mechanisms such as ASEAN, treating countries in the region as true partners of mutual interests instead of geopolitical pawns, and further contributing to peace, security, and prosperity in the region. Should countries in the triangle manage to compete with restraint, to clash while accepting each other’s legitimate interests, and to fight for influence yet also facilitating cooperation for the common good, a new concert of powers might be in the works.

This should be music to the ears of leaders across the region.