Trans-Pacific View | Politics

ผลบอลสดล่าสุดตอนนี้: The US Consensus on China Is Just a Mirage

เดิมพันฟรี เล่นเกมได้เงินจริง ,นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญคือความเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) มีทีท่าว่ายังไม่ประกาศลดกำลังการผลิต จึงยังทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในทิศทางขาลง รวมไปถึงผลจากการผลิตเชลล์แก๊สขึ้นมาใช้เอง แทนการนำเข้าน้ำมันของสหรัฐฯ ประกอบกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความคลี่คลายปัญหานิวเคลียร์ในประเทศอิหร่าน และทำให้อิหร่านส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญซึ่งทำให้อุปทานน้ำมันล้นตลาดและส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง นครชัยแอร์ ตั้งเป้าเข้าตลาดหุ้นในปี 60 ระดมทุนใช้ขยายเส้นทาง-เพิ่มรถสำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สหรัฐเปิดเผยเมื่อคืนนั้น รวมถึงยอดค้าปลีกเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนส.ค. ซึ่งย่ำแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.ลดลง 0.4% ในเดือนส.ค. เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 0.2% อันเป็นผลมาจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศที่ซบเซา และตลาดการเงินที่ผันผวน。 ราคายังค่อยๆ ปรับตัวไหลลงมาหาจุดต่ำเดิมแถว 33.50 บ.อีกครั้ง โดยยังมีทั้งแรงขายและการฟอร์มตัวของกราฟราคา รวมทั้ง Indicators ที่ดูอ่อนแอกดดัน ทำให้มีลุ้นซื้อกลับทำกำไรที่แนวรับได้ จึงแนะนำเป็นหุ้นยืม short โดยใช้แนวต้านเป็นเกณฑ์ในการซื้อคืนตัดขาดทุนทั้งนี้ การที่เฟดชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยถ่วงดอลลาร์สหรัฐ โดยจะลดความน่าดึงดูดใจของดอลลาร์ในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้นด้วยNUSAซื้อเพิ่มเมื่อทะลุ 1.05 เป้าหมาย 1.27 บาทSET คาดว่า SET แกว่งตัวในกรอบ 1,375-1,385 จุด Sideway trend สรุปหุ้นผู้บริหารดอดซื้อ-แอบทิ้ง ประจำวันที่ 15 ก.ย.58ดัชนี SET อยู่ที่ 1,376.74 จุด -4.98 จุด -0.36% ปริมาณซื้อขาย 16,760 ลบ.,สมัครมักคารา、ทางเข้าSBOBETพนันบอลออนไลน์、ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัตตานี กรีน (PTG) กำลังการผลิตเสนอขาย 42 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสละ 21 เมกะวัตต์ ซึ่งในเฟสแรก ได้รับใบตอบรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เรียบร้อยแล้ว ส่วนเฟส 2 กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต ,สำหรับการเข้าซื้อกิจการที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น ที่ผ่านมาก็มีผู้มาเสนอขายกิจการให้แก่บริษัทฯ แต่บริษัทยังไม่มีความสนใจในระยะนี้ เนื่องจากบริษัทยังสามารถขยายธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ได้อีกมาก อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้ปิดโอกาสในการเข้าซื้อกิจการหากมีความเหมาะสมCEI แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้านผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษในการประชุมวันนี้ ขณะที่ปรับลดการประเมินเกี่ยวกับเศรษฐกิจต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนTIPCO Trading buy ปิด: 13.3 แนวรับ 13.2-12.9 แนวต้าน 13.8-14.1 , หุ้นยุโรปเปิดตลาดแดนบวก หุ้นยานยนต์ปรับตัวขึ้นรับยอดขายรถสดใส1. Infrastructure: ซื้อ CK STEC SEAFCO SCC KTB。

ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 6.20-6.85 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 6.15 บาทGLOW ซื้อ ราคาหุ้นเริ่มมีจังหวะฟื้นตัวขึ้นหลังปรับตัวลงแรง ด้วยแท่งเทียนรูปแบบ Piercing Line เป็นจังหวะเก็งกำไรตามการฟื้นตัว มีแนวต้านแรกบริเวณ 86.50 บาท ผ่านได้จะมีแนวต้านถัดไปที่ 88.00 บาท Call DW หุ้น BANPU บวกแรงกว่า 42% ตามหุ้นอ้างอิงรายงานของเวิลด์แบงก์ซึ่งมีการเผยแพร่ก่อนที่การประชุมเฟดจะเริ่มขึ้นในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ ระบุว่า หากเฟดเริ่มกลับมาใช้วงจรการคุมเข้มนโยบายการเงิน ประกอบกับการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐ ก็จะส่งผลให้กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่ ลดลงอย่างต่อเนื่องอนึ่ง ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ LST มีกำไรสุทธิ 196.46 ล้านบาท และมีรายได้ 4.3 พันล้านบาททั้งนี้บริษัทคาดว่าสัดส่วนรายได้ปีนี้จะมาจาก on premise (ซื้อขายครั้งเดียว) 56% ,non recurring 5% ,recurring (รายได้ประจำต่อเนื่อง) 39% โดยมีแผนที่จะขยายธุรกิจไอทีไปยังต่างจังหวัด เช่น จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวสูง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนไทยและต่างชาติ,AOT (BUY:[email protected]) : คาดปี 58-59 กำไรจากธุรกิจหลักโตเฉลี่ยปีละ 16% จากการเติบโตของสายการบิน Low Cost และนักท่องเที่ยวจากจีน เกาหลีและกลุ่มอาเซียนที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยผู้โดยสารช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.ยังคงเติบโต 25%YoY + มี Upside 21.7% จึงแนะนำ ซื้อ มีคุยกันอยู่แล้วยังไม่สรุปว่าจะเริ่มได้เมื่อไร โดยจะนำสินค้าของ AJ ทุกอย่างไปขายใน AEC รวมทั้งตู้เติมเงินออนไลน์ด้วย เราจะเริ่มบุกตลาดตู้เติมเงิน AJ เติมสบายในปี 58 ถ้าขายได้ 2 หมื่นเครื่องตามเป้าก็เชื่อว่ากำไรจะเป็นกำไรสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ และต้องมี 3 เท่าของปี 57 จากนั้นปี 59 ขายได้อีก 5 หมื่นตู้ รวมเป็น 7 หมื่นตู้ ก็จะขึ้นสู่อันดับหนึ่งของตู้เติมเงินในไทย นายอมร กล่าว ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะหุ้นCEI ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 1.14-1.18 บาท แนวต้าน 1.28-1.38 บาทPTT28P1602A +6.5% (PTT-2.0%)"IMPACT (+) ADVANC SCB AOT BANPU IVL PTTGC INTUCH KTB SCCC MAKRO TSTH GLOBAL BJC CPF"?บริษัทมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจและขยายธุรกิจ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัททั้งนี้ปัจจุบัน บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด มีเส้นทางการเดินรถโดยสาร 37 เส้นทาง ครอบคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ มีจำนวนเที่ยวรถ 350 เที่ยว/วัน มีจำนวนรถบัส 400 คัน และมีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ย 3 ล้านคน/ปี นอกจากนี้ในช่วงที่เหลือของปีนี้บริษัทจะเพิ่มเส้นทางเดินรถอีก 2 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-มุกดาหาร และกรุงเทพฯ-ร้อยเอ็ด สรุปหุ้นโดนขายชอร์ตหนัก ประจำวันที่ 15 ก.ย.58ทั้งนี้ การที่เฟดชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยถ่วงดอลลาร์สหรัฐ โดยจะลดความน่าดึงดูดใจของดอลลาร์ในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้นด้วยทั้งนี้แม้ว่าทิศทางของสถานการณ์ราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วงขาลง แต่กระทรวงพลังงานก็ต้องการความร่วมมือจากประชาชนในการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะมาตรการที่ทำได้ง่าย ๆ สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ที่จะช่วยลดการใช้น้ำมัน เช่น การเติมลมยางให้อยู่ในระดับพอดีไม่ให้อ่อนและแข็งเกินไป การขับรถไม่เกิน 90 กม.ต่อชั่วโมง การไม่บรรทุกสิ่งของมากเกินความจำเป็น และการตรวจเช็คเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ และจะช่วยให้ประเทศประหยัดเงินได้มากยิ่งขึ้นด้วยทั้งนี้ คาดว่าการซี้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทดับบลิวซีไอโฮลดิ้งจำกัดจะเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2558 และบริษัทจะชำระราคาซื้อขายเป็นเงินสดเป็นจำนวนรวม 16 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 50 บาทคิดเป็น 800 ล้านบาท,ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัตตานี กรีน (PTG) กำลังการผลิตเสนอขาย 42 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสละ 21 เมกะวัตต์ ซึ่งในเฟสแรก ได้รับใบตอบรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เรียบร้อยแล้ว ส่วนเฟส 2 กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตดัชนีช่วงเช้า สามารถยืนตัวเหนือเส้นแนวรับที่ 1,373 ได้ต่อเนื่อง หากยืนได้ต่อ มีโอกาสรีบาวน์กลับขึ้นทดสอบ 1,386 หากยืนไม่ได้ มีโอกาสลงมาทดสอบที่แนวรับสำคัญ 1,360ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์และทิศทางราคาน้ำมันของกระทรวงพลังงานพบว่าในปัจจุบันและไปจนถึงช่วงไตรมาสสุดท้ายปี นี้ ราคาน้ำมันน่าจะอยู่ในระดับทรงตัว และมีความเป็นไปได้น้อยที่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นสูง,นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพื่อที่จะเข้าไปรับงานทำระบบไอที รักษาความปลอดภัยข้อมูลของบัตรเครดิต (PCI standard) ให้กับสถาบันการเงิน คาดว่าน่าจะสรุปได้ภายในปี 58 SET ปิดเช้าบวก 1.94 จุด JAS ซื้อ-ขายสูงสุด 3.28 พันลบ.ทั้งนี้ SCI มีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน IPO จำนวน 187.50 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท หรือคิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนของบริษัทภายหลัง IPO โดยคาดว่าจะเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2558。

Anyone hoping that U.S. China policy will avoid the pitfalls of growing political polarization is going to be disappointed.

The US Consensus on China Is Just a Mirage
Credit: Depositphotos

It’s been assumed that Washington, D.C. has finally reached a consensus on China and any suggestion that differences may persist is gently chided. U.S. relations with China are described as the “last bipartisan issue in Washington,” and there’s some evidence of that. Republican Senator John Barrasso said that China is an “enduring strategic threat to us” and emphasized that “[i]t’s important to speak with a unified voice.” Democratic Senator Tim Kaine said that “even if we had criticisms occasionally about Trump’s strategy on China, we didn’t criticize his motive. We thought, ‘He sees the challenge the right way.’” The U.S. public seems to be on board too, with the Pew Research Center reporting large bipartisan majorities of Americans in support of promoting human rights in China.

It’s not hard to see why either – China gives Americans the foreign adversary that they love to pit themselves against and provides a foolproof argument for stimulating domestic industry. China’s economic practices are problematic, its military posturing directly threatens U.S. allies, and reports of its human rights abuses are abhorrent. In other words, there’s something for everyone to dislike.

The problem is it won’t last. Nature abhors a vacuum; U.S. politics abhors consensus. As long as political incentives lead parties to differentiate themselves and exploit divisions to play to political bases, then any consensus will be superficial and fleeting. In fact, anyone hoping that exploiting a threat from China will bring Americans together is going to be disappointed – research has shown that external threats have almost no bearing on domestic polarization.

Just because there’s superficial consensus for now doesn’t mean the parties are identical, either. Meaningful differences exist between the parties – basically Republicans prefer military spending and Democrats prefer industrial policy, though that’s a crude oversimplification. But under conditions of polarization, what those differences are is less important than the fact that differences exist. In polarized politics, bipartisanship is a practical consideration rather than a value of its own. Once practical considerations change, the need for bipartisanship evaporates.

For one thing, political science research has shown that bipartisanship is an electoral strategy that works best when politicians want to secure the support of voters outside of their party, the proverbial swing voters – in other words, bipartisanship is not a natural condition but only possible when incentives permit it. During the Cold War, this helped enable the liberal internationalist coalitions that defined much of U.S. strategy toward the Soviet Union. But with the incentives for bipartisanship removed – and when incentives steer parties toward emphasizing differences – then it’s harder to see how a new “Cold War consensus” could emerge. As researchers Robert Shapiro and Yaeli Bloch-Elkon wrote in 2008, “differences between Democrats and Republicans, and liberals and conservatives, have been as high as 70 percentage points. By comparison, partisan differences did not reach more than 20 points during the Korean War.” In fact, foreign policy could even act as a wedge issue deliberately intended to divide voters by appealing to core constituencies and peeling away swing voters.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

It’s not hard to see how this could apply to U.S. policy toward China (and already has). Indeed, the fissures are already there to be exploited. Senate Minority Leader Mitch McConnell has already warned Democrats against putting government programs under the umbrella of “China policy.” Lines of attack against Biden have been opened from the left, not only from overtly socialist outlets like Jacobin but also from more mainstream outlets like The Progressive and The Nation, as well as members of Congress. Differences can emerge among voters too – in the Pew Research poll mentioned above, Republicans support limiting China’s power and growth more than Democrats by an almost 2:1 margin. In fact, Republicans and Democrats are inversed in terms of whether they prefer the promotion of human rights or preventing China’s rise.

Obviously, it’s often healthy to avoid consensus. Rather than being an intrinsic good unto itself, the value of consensus is the political space it makes available for constructive decision making. One of the reasons the United States found itself engaged in Afghanistan and Iraq for so long was because critical perspectives were marginalized in deference to a consensus that was based on faulty grounds. Some of the pushback against deepening confrontation with China is well-intentioned and thoughtful, relating to concern over what it may mean for military spending relative to other priorities, concern that the threat is exaggerated, or that it may limit the possibilities for cooperation in areas of common concern such as climate change.

The first problem isn’t that there’s something wrong with new and different ideas, it’s the question of what happens when it’s time to arbitrate among those different perspectives in order to actually move policy. This is especially challenging in intraparty disputes when political allies want input over the policy process and effectively circumscribe the options available to Biden. For example, the Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (formerly just the TPP) is a massive agreement that meaningfully contributes to economic growth in the Asia-Pacific and sets a high standard for economic rules and norms, which will go a long way toward determining the geopolitical shape of the Asia-Pacific, but U.S. participation is a nonstarter given ratification is almost completely nonviable politically. If the United States maintains a light economic foothold in East Asia because executive orders and enforcement are the only practical steps the Biden administration can take, it ultimately won’t advance U.S. goals of setting rules and connecting markets.

Then there’s the other, bigger, and distinctly modern American problem of what to do when critics are opening lines of attack just for the sake of it and using distinction to create difference. It’s one thing to be an arbitrator in a marketplace of ideas, but a much different thing to do that when the critics aren’t arguing in good faith but still command serious influence in the policy process. This is why McConnell’s line about keeping initiatives to respond to China focused and limited can have the practical effect of putting a ceiling on the nature of Biden’s response and can lead to the possibility that initiatives take a least-common-denominator approach that garners the broadest support – very frequently, military spending, even if a more multifaceted response is in order. There’s also the ominous situation of hawks getting more hawkish simply to differentiate themselves from Biden, bringing with it the risk of such figures boxing themselves in on the options available to them and increasing the rhetoric that causes violence against Asian-Americans.

The most enduring consensus will be the mostly broad agreement on the nature of the challenge posed by Xi Jinping’s leadership, which itself is not a bad thing to come to an agreement on. Agreeing on how exactly to respond to that challenge will be much more difficult. If responding to China depends on bipartisan consensus, discerning which actors in Washington are operating in good faith and which are playing the role of an insincere spoiler will almost be as important as any strategy document.