Features | Security

artlinegamingm98: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

online casino free signup bonus no deposit required,รวมถึงบริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ไบเล่ ในไตรมาส 3/58 จะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในช่วงที่เหลือของปีทั้งนี้ GLOW มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนร่วมทุน 2,891 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไอน้ำ 1,206 ตัน/ชั่วโมง โดยในปีที่แล้วมีรายได้รวม 7.3 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9.14 พันล้านบาท ขณะที่มีกำไรก่อนอัตราแลกเปลี่ยน 9.67 พันล้านบาทรวมทั้งเสนอจะลงทุนโครงการคลัง LNG ในลักษณะ FSRU (Floating Storage Regasification Unit) ซึ่งจะเป็นเรือ LNG ลอยลำและมีคลังเก็บ LNG และสถานีเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นก๊าซฯ ในฝั่งเมียนมาร์ขนาด 3 ล้านตัน/ปี ก่อนจะส่งก๊าซฯดังกล่าวผ่านท่อกลับมายังฝั่งไทย คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 450 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในฝั่งตะวันตก จากเดิมที่มีความเสี่ยงการปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯในเมียนมาร์เป็นประจำในช่วงเดือน เม.ย.ทำให้ต้องมีการสำรอง LNG และน้ำมันเตาเพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า"สล็อตโจ๊กเกอร์xopro"?ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ณ เวลา 11.55 น. ราคาอยู่ที่ 40.75 บาท บวก 0.25 หรือ 0.62% ราคาสูงสุด 41.50 บาท ราคาต่ำสุด 40.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขายที่ 62.10 ล้านบาท ขณะที่ตลาดหุ้นไทยโดยรวมบวก 0.39%DELTA ซื้อ ราคาหุ้นมีจังหวะดีดตัวขึ้นทะลุผ่านแนวเส้น Downtrend Line ระยะสั้นและเส้นค่าเฉลี่ยระยะ 1 เดือนขึ้นมาอีกครั้ง เครื่องมือ MACD ตัด Signal ขึ้นเหนือ 0 เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร แนวต้านแรก 94.00 บาท และเป้าหมายระยะกลางที่ 98.00 บาทภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นยุโรปเป็นไปอย่างซบเซา เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่ากรีซจะไม่สามารถชำระหนี้คืนให้กับ IMF ได้ทันกำหนดงวดแรกในวันนี้ หลังจากมีรายงานว่าแกนนำหลายคนของพรรคไซรีซา ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของกรีซ ไม่ยอมรับข้อเสนอที่ประเทศเจ้าหนี้ยื่นให้กับนายอเล็กซิส ซิปราส นายกรัฐมนตรีกรีซ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เก็งถูกนำเข้าคำนวณ SET50ด้านตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคส่วนใหญ่เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวกและลบ สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือเรื่องของกรีซ และการประชุมโอเปคในวันศุกร์นี้บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด 36 แห่งของบริษัทมีสัญญา PPA กับ กฟภ. และได้รับ Adder ที่อัตรา 8 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงเป็นระยะเวลา 10 ปี โรงไฟฟ้าของบริษัทมีทำเลกระจายอยู่ใน 9 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดลพบุรี ซึ่งจากผลการศึกษาของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานพบว่าพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีค่าความเข้มรังสีดวงอาทิตย์เฉลี่ยที่ 19-20 เมกะจูลต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ต่อวัน (หรือเทียบเท่า 5.28-5.56 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ ตร.ม. ต่อวัน) ซึ่งสูงกว่าค่าความเข้มรังสีดวงอาทิตย์เฉลี่ยของทั้งประเทศที่ 18 เมกะจูลต่อ ตร.ม. ต่อวัน (หรือเทียบเท่า 5 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ ตร.ม. ต่อวัน) QH ซื้อ ราคาหุ้นฟื้นตัวด้วยรูปแบบ Bullish Harami และแกว่งทะลุผ่านเส้นค่าเฉลี่ยระยะสัปดาห์ พร้อมปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นตามแนวโน้มขึ้น มีโอกาสแกว่งฟื้นตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง มีแนวต้านแรกบริเวณ 2.80 บาท และถัดไปที่ 2.94 บาทนอกจากนี้ บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กำลังพิจารณาที่จะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ NMG เพื่อพิจารณาการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น Energy: ทดสอบแนวรับที่ 19400 ถ้าหลุดจะมีแนวรับถัดไปที่ 19000 และมีแนวต้านที่ 20000 เน้นการถือหุ้นหลักต่อเนื่อง PTT PTTEP PTTGC TOP BANPUBLAND กรอบ 1.53-1.66ด้านนายธนสิทธิ์ เธียรกาญจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ BIG เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่าแนวโน้มรายได้ในปีนี้จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเตรียมขยายสาขาเพิ่มอีก 10 แห่ง และเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมถึงจัดไลน์อัพสินค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น กล้องมิลเลอร์เลส กล้องโพลาลอยด์ กล้องฟรุ้งฟริ้ง ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม,อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบภาพรวมการลงทุน ได้แก่ สัญญาณการไหลของเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) ยังคงอ่อนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดล่วงหน้า หลังนักลงทุนต่างชาติมีการสะสมสถานะขาย (Short) กว่า 70,000 สัญญาในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันตลาดจะเริ่มเป็นกังวลมากขึ้นหากการประชุมคณะรัฐมนตรีกระทรวงการคลังยุโรป ในวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ไม่มีบทสรุปการช่วยเหลือกรีซอีกครั้ง เนื่องจากในเดือนนี้ถึงกำหนดเวลาที่กรีซจะต้องชำระหนี้ให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กว่า 1,600ล้านยูโรแล้ว GLOW ลงนามซื้อขาย SCFCL มูลค่าเกือบ 200 ลบ.คาดรายได้-กำไรปีนี้ใกล้เคียงปีก่อนBDMS/19.60 สร้างฐานบน EMA-200 มาร่วม 2 สัปดาห์ น่าจะมั่นคงดีแล้วเพราะราคาเริ่มเดินหน้าด้วยแรงซื้อหนาแน่น เก็งกำไร แนวรับ 19.30 แนวต้าน 20.00, 20.50 cut loss 19.00 บ. GPSC เผยโรงไฟฟ้าขนาด 40 MW มูลค่าราว 3.67 พันลบ.ได้รับอนุมัติ EIA แล้วนอกจากนั้น หากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในวันที่16-17 มิถุนายน 2558 มีการส่งสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ย หรือ Dot plots มีการปรับตัวสูงขึ้น มองเป็นจิตวิทยาเชิงลบต่อตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่。

โดยปัจจุบัน BIG ครองส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) เกิน 50% และคาดว่าใน 2-3 ปี ข้างหน้าจะมีส่วนแบ่งตลาด 70-80% มีสาขามากสุดในประเทศไทย 215 สาขา และตั้งอยู่ทั่วประเทศ โดยปีนี้ตั้งเป้าขยายสาขาใหม่ปีนี้ 10 แห่ง ตามห้างสรรพสินค้าที่เปิดใหม่ๆ และได้รับความนิยมจึงเติบโตเร็วทั้งนี้ ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2015 ขึ้น 16% เนื่องจาก 1) มาตรการเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่ม 20% ถูกเลื่อนออกไป และให้สมมติฐานอย่างระมัดระวังว่ามาตรการนี้จะถูกนำมาใช้ในช่วงต้นปี 2016 และ 2) เราคาดว่าจะมีผลขาดทุนจากธุรกิจในอินโดนีเซียของ ICHI จะลดลงอยู่ที่ 70 ลบ. ในปี 2015 (เดิม 90 ลบ.) เนื่องจากโครงการล่าช้าจากเดือนเม.ย. ไปเป็นก.ค.15 และยังคงชอบ ICHI จากการเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มชาเขียว และเครื่องดื่มสมุนไพร ในมุมมองของฝ่ายวิเคราะห์ ICHI ไม่แพง ซื้อขายที่ PE ที่ 21 เท่า ในปี 2558,VNG (BUY:Consensus [email protected]) : ปี 58 คาดกำไรโต 32%YoY จากต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างเศษไม้ยางพาราและกาวที่มีราคาลดลง รวมทั้งการเน้นผลิตสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง นอกจากนี้ยังได้อานิสงค์จากค่าเงินบาทอ่อน (รายได้ส่งออก 60-65%) ทำให้ได้เปรียบด้านการแข่งขันสูงขึ้น + มี Upside 15% และคาดให้ Div. Yield ปีละ 4% จึงแนะนำ ซื้อพร้อมกันนี้ บริษัทฯยังอยู่ระหว่างเจรจากับ บริษัท ไชน่า ฮาเบอร์ จำกัด ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต สะพานใหม่ คูคต โดยบริษัทฯคาดว่ามูลค่างาน เฉพาะค่าแรง อยู่ที่ราว 1-2 พันล้านบาท แต่ยังไม่คาดการณ์ว่าจะได้งานส่วนนี้เท่าไหร่ ,PTT ปิดที่ 337.00 บาท ลดลง 3.00 บาทดัชนี STOXX Europe 600 ร่วงลง 0.75% แตะที่ 389.71 จุด เมื่อเวลา 09.10 น.ตามเวลาลอนดอน News Summary: สรุปข่าวประจำวันที่ 4 มิ.ย.58,ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังยืนยันคำแนะนำ ซื้อ จากแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโตแกร่งในอีกสองปีข้างหน้า คาดกำไรสุทธิโต 31% ในปีนี้ และ 40% ในปีหน้า โดยคาดว่า ROE เพิ่มอย่างมากเป็น 40% ในปี 2017F จาก 31% ในปี 2015F ซึ่งหนุนให้ SAWAD ซื้อขายด้วย PBV ระดับสูงเช่นนี้,ส่วน DW บนหุ้นรายตัว นักลงทุนให้ความสนใจ DW บนหุ้นขนาดกลางและเล็กต่อเนื่องจากวานนี้ และเลือก DW ที่เคลื่อนไหวตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของหุ้นอ้างอิงได้ดี โดย DW28 ที่เกี่ยวข้อง เช่น S5028C1506A S5028P1506B JAS28C1511A และ TPIP28C1509A เป็นต้นBRR/12.30 ฟื้นตัวต่อเนื่อง พร้อมแรงซื้อหนาแน่น ราคาวานนี้จึงน่าจะเป็นจุดต่ำของรอบไปแล้ว รอทดสอบแนวต้านเดิมๆ ได้ เก็งกำไร แนวรับ 12.10 แนวต้าน 13.00,13.30 cut loss 11.90 บ. ซื้อ โดยมีเป้าหมายทำกำไรระยะสั้นที่ 13.00 บาท และ ตั้งจุดตัดขาดทุนที่ 11.10 บาทBRM15/2,142 Short ไม่ได้เปิด รอเปิดอีกครั้งที่ 2,150 บาท เป้าหมายทำกำไร 2,120 บาท ตัดขาดทุนเหนือ 2,165 บาท Opportunity Day: (5 มิ.ย.) EASON NCH SAT GPSC SGP // (8 มิ.ย.) STPI TOG SENA TRU ANAN // (9 มิ.ย.) JUBILE DRT BKD TICON LDC LALINTPIPLกรอบ2.64-2.80สำหรับปัจจัยอื่นที่ต้องติดตาม ได้แก่ การปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 58 ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในวันที่ 19 มิ.ย.58 ซึ่งจะสะท้อนมุมมองของ ธปท.ที่มีต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า หาก ธปท.ไม่ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ในปีนี้ จากระดับปัจจุบันที่ 3.8% มากนัก ก็อาจจะเป็นปัจจัยสนับสนุนโอกาสที่ กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.50% ต่อเนื่องในปีนี้ แต่หาก ธปท.ปรับลดการขยายตัวของจีดีพีจากประมาณการครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ หรือโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ ก็อาจจะบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ทาง กนง.จะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีกในระยะข้างหน้าได้ทรงตัวแต่ยังดูมีความเสี่ยงทางลงอยู่ตลอดเวลา จึงยังแนะนำขึ้นขาย โดยแนวต้านจำกัดที่ 1490 จุด ส่วนแนวรับเบื้องต้นให้ที่ 1475 แต่หากหลุลงมาควรถอยมารอแนวรับหลักที่ 1460 จุดและรอดูสัญญาณอีกครั้งโดยดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 2,070.49 จุด เพิ่มขึ้น 7.33 จุด, +0.36% ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 20,539.94 จุด เพิ่มขึ้น 66.43 จุด, +0.32% ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 4,912.95 จุด เพิ่มขึ้น 2.97 จุด ,การที่บริษัทใช้เงินลงทุนซื้อที่ดินและค่าก่อสร้างโครงการจากวงเงินกู้ยืมจากธนาคารและหุ้นกู้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2558 ภาระหนี้สินทั้งหมดเท่ากับ 15,174 ล้านบาท เป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารคิดเป็น 63% และหุ้นกู้ 37% สัดส่วนหนี้สินมีหลักประกันต่อทรัพย์สินรวมลดลงเหลือ 15.5% จาก 26% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2557โดยปัจจัยที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจภายในประเทศให้เติบโตนั้น มาจากราคาน้ำมันที่ถูกลง รวมทั้งสกุลเงินยูโรที่อ่อนค่าซึ่งจะช่วยกระตุ้นการส่งออก และกำไรภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจจะได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเพิ่มเติมอนึ่ง ปัจจุบัน GPSC มีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อกระตุ้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทั้งที่ผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ. ) และที่ดำเนินการเองโดยตรงแล้ว 4 แห่งภายในประเทศ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าศรีราชา และศูนย์ผลิตสาธารณูปการอีก 3 แห่ง ในจ.ระยองขณะที่นางสาวมารียา ก.ล.ต. ตรวจสอบพบการไม่บันทึกการรับคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้าหลายรายการ ซึ่งนางสาวมารียายอมรับว่าลูกค้าส่งคำสั่งทาง LINE?นายวิศิษฎ์ ศรีนันทวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-วิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ารายได้และกำไรใกล้เคียงปีก่อน แม้จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก 20 เมกะวัตต์ แต่ถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่มากและไม่มีผลต่อการดำเนินงานมากนักสำหรับอันดับเครดิตที่ระดับ BBB+ ของหุ้นกู้มีผู้ค้ำประกันชนิดทยอยชำระคืนเงินต้นนั้นสะท้อนลักษณะการด้อยสิทธิทางโครงสร้าง (Structural Subordination) ของการออกหุ้นกู้ที่ระดับบริษัทโฮลดิ้ง ทั้งนี้ เนื่องจากกระแสเงินสดของบริษัทส่วนใหญ่มาจากเงินปันผลจากการดำเนินงานของบริษัทลูก (Operating Company) ซึ่งจะเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ของบริษัทลูกแต่ละแห่ง。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?